Smoke + Fog = Smog "หมอกจางๆและควัน"
posted on 14 Jan 2008 18:56 by babysun in DiarySmoke + Fog = Smog "หมอกจางๆและควัน"
"หมอกและควัน"
ถ้าเป็นชื่อเพลงเราคงนึกถึงเพลงเพราะๆ ชิวๆ ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นพี่เบิร์ด เล็กสุรชัย เพราะทั้งนั้น
แต่ถ้า "หมอกและควัน" มันหมายถึง Smog ล่ะก็ คงไม่ดีแน่ๆ
Smog คือ การเอา Smoke ที่แปลว่าควัน มารวมกับคำว่า Fog ที่แปลว่าหมอก
ช่วง 1 - 2 อาทิตย์มานี้ แถบๆชานเมืองกรุงเทพ (นั่นก็คือแถวบ้านมุก) ตั้งแต่ตอนเช้าที่ลืมตาขึ้นมา
เวลาประมาณตี 4 ได้ จะพบกลุ่มหมอกควันแน่นเต็มทุกตารางนิ้วเลยก็ว่าได้
เมื่อไปถึงที่โรงเรียน ไอ้เรารึก็ด้วยความโง่งม เผลอชื่นชมกับมันได้ซักพัก
พอลองสูดหายใจลึกๆ ถึงกับไอออกมาเลยทีเดียว
เพราะสิ่งที่สูดเข้าไปในปอดนั้น ไม่ได้มีแค่หมอก ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอันสวยงาม
แต่มันปนควันพิษไปด้วยน่ะสิ และตอนนั้น ในหัวก็ผุดคำว่า "สม็อก" ขึ้นมาทันใด
พอขึ้นมาเรียนวิทย์ คำพูดแรกที่อาจารย์พูดคือ "พวกเธอเห็นสม็อกมั๊ย"
คนในห้องหลายคนยังคงงงกำคำว่าสม็อก อาจะเพราะไม่เคยได้ยิน หรือเคยได้ยินแต่ไม่รู้
อาจารย์จึงอธิบายรายละเอียดคร่าวๆให้ฟัง แต่ว่า แค่การพูดถึง คงไม่ทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งเลวร้ายที่ตามมา
แต่ถ้าลองเจาะลึกลงไปแล้ว คงทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างได้บ้าง ว่าการกระทำของเราบางอย่าง
อาจจะทำให้เกิดสม็อกก็เป็นได้
-----------------------------------------------------------------------------
มลพิษในอากาศส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นบรรยากาศที่ใกล้พื้นโลกมากที่สุด นั่นคือชั้นโทรโปสเฟียร์
ซึ่งกินพื้นที่จากผิวโลกขึ้นไปประมาณ 16 กิโลเมตร ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ จะทำให้อากาศเกิดการแบ่งชั้นตามอุณหภูมิโดยอากาศที่เย็นกว่าจะถูกกักไว้ชั้นล่าง โดยอยู่ใกล้กับผิวโลก
ในขณะที่อากาศที่ร้อยกว่าอยู่ข้างบน ในสภาพดังกล่าวนั้นมลพิษจะถูกกักเก็บไว้ที่อากาศชั้นล่าง
และจะไม่มีการผสมกันของอากาศตามธรรมชาติ
Smog ถือเป็นกลุ่มหมอกควันที่เป็นมลภาวะทางอากาศอย่างหนึ่ง
ซึ่งมลพิษถูกกักเก็บไว้ในอากาศเนื่องจากปรากฎการณ์เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
ซึ่งมลพิษเหล่านี้เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ถ่านหิน น้ำมัน
นอกจากนี้ยังเกิดได้จากการทำปฎิกิริยาของแสงกับออกไซด์ของไนโตรเจน
และสารประกอบอินทรีย์ชนิดระเหยได้
ที่จริงแล้ว smog ประกอบด้วยโอโซน
ซึ่งโอโซนในบรรยากาศชั้นล่าง (โทรโปสเฟียร์)ถือว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ทำให้เกิดความระคายเคืองที่ปอด ตลอดจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งพืชและสัตว์
เนื่องจากปริมาณโอโซนในชั้นโทรโปสเฟียร์ที่มีมากขึ้น
หมายถึงปริมาณมลพิษอื่นๆในอากาศที่มากขึ้นด้วย เช่น ปริมาณของคาร์บอนมอนนอกไซด์
เมื่อความชื้นในอากาศรวมกับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือออกไซด์ของไนโตรเจน
จะเกิดเป็นกลุ่มหมอกควันที่มีสภาพเป็นกรด ซึ่งเป็นอันตรายต่อปอด และยังสามารถกัดกร่อนโลหะ
ตลอดจนหินอ่อนได้อีกด้วย
ในผู้ป่วยหอบหืดและโรคหัวใจจะมีอาการแย่ขึ้นเมื่อสูดเอากลุ่มควันพวกนี้เข้าไป
จะทำให้ปวดศีรษะ มึนงง หายใจลำบาก
นอกจากอากาศเป็นพิษอย่างที่เราเข้าใจกันแล้ว
ปัญหาใหญ่ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่เราต้องรวมมือร่วมใจกันแก้ไขก็คือ
การที่ชั้นบรรยากาศถูกทำลาย จากที่กล่าวแล้วถึงในชั้นบรรยากาศที่ใกล้พื้นโลกมากที่สุด
หรือโทรโปสเฟียร์ แล้วถัดจากบรรยากาศชั้นนี้ขึ้นไป
(จากความสูงเหนือระดับพื้นโลก 16-50 กิโลเมตร นั้นเป็นชั้นบรรยากาศ สเตรโตสเฟียร์
ซึ่งเป็นชั้นที่ประกอบด้วยโอโซนจำนวนมาก(โอโซนในชั้นนี้มีโมเลกุลเหมือนโอโซนในชั้นโทรโปสเฟียร์)
แต่โอโซนที่ชั้นบรรยากาศนี้ เปรียบเสมือนด่านปราการที่ปกป้องโลกจากรังสีUV-B จากดวงอาทิตย์
รังสีUV-Bนั้นสามารถทำลายรหัสพันธุกรรมหรือDNA ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็ง
ในปัจจุบันนี้ชั้นโอโซนดังกล่าวถูกทำลายไปจำนวนมากเนื่องจากสารเคมีบางอย่าง
เช่น สารCFC,ไนตรัสออกไซด์(พบในพวกปุ๋ย),เมทิล โบรไมด์ (พบในยาฆ่าแมลง)
CFC หรือสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน(เป็นสารหลักที่ทำลายโอโซน)
ซึ่งเป็นก๊าซที่เกิดจากตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ กระป๋องสเปรย์
CFCเป็นก๊าซที่ไม่สลายตัวไปง่ายๆ สามารถลอยขึ้นไปถึงชั้นสเตรโตสเฟียร์
และที่นี่เมื่อสาร CFC รวมตัวกับรังสีUV
สารCFCจะแตกตัวได้เป็นคลอรีน
เมื่อคลอรีนรวมตัวกับโอโซนในชั้นบรรยากาศ จะเกิดเป็นออกซิเจน(O2)
ซึ่งไม่สามารถดูดซับรังสีUV-B ได้อย่างโอโซน
----------------------------------------------------------
....ไม่รู้ท่านที่ผ่าน หรือแวะมาอ่านบล็อกนี้ และเจอบทความนี้จะรู้สึกอย่างไรกันบ้าง
แต่ส่วนตัวแล้ว มุกรู้สึกว่าโลกของเรามันจะไม่ใช่โลกแล้วหรอ
ไม่รู้ว่าเราจะได้เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้อีกนานเท่าไหร่
มุกหวังแค่ว่า มุกคงจะตายก่อนที่โลกจะแตกก็พอ...
edit @ 14 Jan 2008 19:34:15 by Baby_Sun*
มาให้เคดิตแก่เว็บที่หาข้อมูลมา
เว็บไหนบ้างนั้น...เยอะซะจนจำไม่ได้ เอาเป็นว่า
พิมพ์คำว่า Smog บน Google ก็เจอค่ะ
ป.ล.
#1 By Baby_Sun* on 2008-01-14 19:37